หนังสือ “ค้ามนุษย์” 9 เรื่องจริงของเด็กและผู้หญิงที่ถูกขาย

หนังสือ “ค้ามนุษย์” 9 เรื่องจริงของเด็กและผู้หญิงที่ถูกขาย

หนังสือ “ค้ามนุษย์” 9 เรื่องจริงของเด็กและผู้หญิงที่ถูกขาย

และได้รับการช่วยเหลือโดยทีมงานสหวิชาชีพ

 ถอดประสบการณ์ 9 ปีแห่งการทำงานของทีมงานสหวิชาชีพมืออาชีพ กับ 9 เรื่องจริงของเด็กและหญิงในวงจรการค้ามนุษย์ เปิดเผยกระบวนการและขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายให้หลุดพ้นจากการ กระทำทารุณกรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี บังคับให้ค้าประเวณีและใช้แรงงานเยี่ยงทาสอย่างไร้ซึ่งความปราณี ในหนังสือ “ค้ามนุษย์”

                เนื่องในวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี ได้กำหนดให้เป็น “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์” ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินงานป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยประกาศให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 31 พค. ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก (FOCUS) โดยหน่วยประสานงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ภาคเหนือตอนบน ประเทศไทย (TRAFCORD) องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งดำเนินการให้การช่วยเหลือบุคคลผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และเด็กซึ่งถูกทารุณกรรม โดยให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย และสังคมสงเคราะห์ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ร่วมกับ สำนักพิมพ์ปิ่นโต พับลิชชิ่ง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “ค้ามนุษย์” หนังสือสารคดีชีวิต ที่ถ่ายทอดเรื่องราวจริงๆ ที่เกิดขึ้นของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก มูลนิธิโฟกัส และหน่วยงานสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 9 ประเด็น จากการทำงานกว่า 9 ปีของมูลนิธิ

                หนังสือ “ค้ามนุษย์” เกิดขึ้นจากแนวคิดในการต้องการเผยแพร่สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับเด็กและผู้หญิงที่ตกอยู่ในอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ตลอดจนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ผ่านการเขียนเล่าเรื่องในรูปแบบวรรณกรรมวิชาการผ่านหนังสือเล่มโดยนักเขียนที่ลงพื้นที่จริงเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทุกประเด็น เพื่อสื่อสารกระบวนการช่วยเหลือเด็กและผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้เสียหายดังกล่าว ให้สังคมได้รับรู้และทำความเข้าใจ ตระหนักเห็นความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหามนุษย์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่บางครั้งอาจเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นใกล้กับตนเองจนแทบคาดไม่ถึง

                วรเชษฐ   เขียวจันทร์ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ ปิ่นโต พับลิชชิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนและบรรณาณิการหนังสือ “ค้ามนุษย์” กล่าวถึงหนังสือว่า “วรรณกรรมวิชาการเล่มนี้ เกิดจากการบอกเล่าเรื่องราว ผสมกับข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดละออในแฟ้มเอกสาร ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอย่างมีชีวิต ผ่านทั้งมุมมองของเด็ก พลเมืองดี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นตัวละครที่เกิดขึ้นจริงมีตัวตนจริงๆ ถือว่าเป็นการทำงาน 9 ปีที่มีความเข้มข้น เพื่อเป้าหมายในการช่วยเหลือเด็กและหญิงจากการตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หวังว่าผู้อ่านจะตระหนักรู้ถึงปัญหาและร่วมกันป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับเด็กและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป สำหรับผู้ที่อยากอ่านหนังสือเล่มนี้ ติดต่อซื้อได้ที่ มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็กเลยครับ โทร.053-212-573 ราคาเล่มละ 99 บาท จำนวน 276 หน้า รายได้จากการจำหน่ายหนังสือ มูลนิธิก็จะนำไปสมทบทุนเพื่อทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายต่อไปครับ ”

                นอกจากนี้ภายในงานได้มีการจัดเวทีเสวนา เรื่อง “สหวิชาชีพ : ความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์”   โดยตัวแทนกลุ่มคนทำงานจากหลากหลายวิชาชีพ ที่ทุ่มเททำงานและเสี่ยงอันตรายด้วยกันหลายครั้ง ตลอด 9 ปีที่ผ่านมากับประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงกระบวนการทำงานในรูปแบบสหวิชาชีพ และบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย คุณเดือน วงษา ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก (FOCUS) บรรณาธิการหนังสือค้ามนุษย์, คุณศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความเพื่อสังคมรางวัลอโชก้า ฟันเฟืองสำคัญในการช่วยเหลือเคสผู้เสียหาย, คุณพัชรี แนววานิช นักสังคมสงเคราะห์ที่คอยปกป้อง เยียวยาผู้เสียหายก่อนส่งกลับสู่ครอบครัวและสังคม, พ.ต.ท.มนัส ทองสีม่วง ทีมตำรวจผู้ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อช่วยผู้เสียหายทุกเคสอย่างเต็มที่เกินร้อย

                คุณเดือน วงษา ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก (FOCUS) บรรณาธิการหนังสือค้ามนุษย์ กล่าวไว้ว่า “จากการทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 9 ปี ทีมงานมูลนิธิถือเป็นหน่วยงานสนับสนุนให้กับภาครัฐและเอกชน ในการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ได้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาดซึ่งถือเป็นบทเรียนที่เกิดจากการทำงาน เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ท้าทายทีมงานเสมอมา เจตนาเริ่มต้นของการคิดทำหนังสือเล่มนี้คือ อยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์สำหรับเครือข่ายองค์กรที่ทำงานร่วมกัน ในการนำไปศึกษากระบวนการทำงานเพื่อปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่ของตนได้ ซึ่งการถอดประสบการณ์ในครั้งนี้ออกมาในรูปแบบของเรื่องสั้นที่สามารถนำเสนอเรื่องราวที่มีแง่คิด ความรู้ และประเด็นที่สามารถนำไปคิดต่อได้ ทั้งนี้เพื่อต้องการสร้างความตระหนัก ความเข้าใจในปัญหาค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่วนรวมควรให้ความใส่ใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทีมงานสหวิชาชีพทั้งนี้เพื่อเป็นการเติมเต็มกระบวนการป้องกันและคุ้มครองผู้เสียหาย โดยให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางของการช่วยเหลือ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และกฏหมาย ซึ่งทีมสหวิชาชีพประกอบด้วยหน่วยทางสังคมเพื่อฟื้นฟู เยียวยาด้านกายและจิตหลังจากการถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ หน่วยการแพทย์ พยาบาลเพื่อรักษาทางด้านร่างกาย การตรวจเพื่อพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีต่อไป หน่วยกฏหมาย ทำหน้าที่ในการป้องกันคุ้มครองผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการตามกฏหมายจัดการกับผู้กระทำผิดและตัดวงจรการค้ามนุษย์”

                คุณศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความสิทธิมนุษยชนสังกัด SR Law ทนายความเพื่อสังคมรางวัลอโชก้า กล่าวว่า “การทำงานร่วมกันกับทีมสหวิชาชีพ เป็นการทำงานที่ต้องส่งลูกรับลูกได้ ทนายความไม่สามารถทำงานคนเดียวแล้วจบกระบวนการได้ คือ เราดำเนินคดีได้ แต่บำบัดเยียวยาฟื้นฟูไม่ได้ต้องเป็นหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ หากไม่มีทีมสหวิชาชีพมาช่วยสนับสนุนการดำเนินคดีก็จะเกิดปัญหา ต้องทำงานร่วมกัน หากต่างคนต่างทำ การเรียกร้องก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ การทำงานแบบสหวิชาชีพต้องมีการวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องเป็นบุคลากรที่มีเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่งผลให้เคสได้รับการคุ้มครองดูแล และเยียวยาอย่างครบถ้วน รอบด้านโดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางสำหรับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน”

               พ.ต.ท.มนัส ทองสีม่วง ตำแหน่ง พนักงานสอบสวน สบ.3 กองกำกับการ 4 สังกัด กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ กล่าวว่า “ภารกิจหลักของหน่วยงานแบ่งออกเป็นสองประเด็นคือ ภารกิจลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์ ให้เท่าทันภัย ความเสี่ยงของการตกอยู่ในกระบวนการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ และประเด็นภารกิจการสืบสวนตรวจสอบตามสถานที่เป้าหมายสำคัญ ที่เข้าข่ายรูปแบบการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฏหมาย เพื่อจัดการจับกุม และช่วยเหลือผู้เสียหายต่อไป ซึ่งข้อดีของการทำงานแบบสหวิชาชีพคือการลดความแข็งกระด้างในท่าทีของตำรวจลดได้ โดยมีนักสังคม นักจิตวิทยา มาช่วยให้เด็กและผู้หญิง เข้าใจตัวเอง และบทบาทของตัวเองในกระบวนการมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เคสเข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ได้มุ่งดำเนินการทางกฏหมายเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็กจะช่วยประสานผู้เสียหายเป็นหลัก ทำให้เคสไว้ใจในการให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดี เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นจากความไว้วางใจกัน”