ร้องเงินหาย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)  มีรายงานว่าเกิดกรณีคล้ายกับกรณีของนางฮวย โดยคดีนี้ผู้เสียหายเป็นอดีตผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.) ทั้งนี้คดีนี้ พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ อจลบุญ อายุ 63 ปี อดีตผบช.ศชต. เข้าร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)

ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2561 ให้ดำเนินคดีกับ ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดังกับพวกอีก 3 คน มีพนักงานของสถาบันการเงินรวมด้วย 2 ราย ฐานร่วมกันลักทรัพย์ หลังสงสัยว่าลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากของพี่สาวของพล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ ที่ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ชื่อดัง ที่เคยมีข่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า พี่สาวของ พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ เป็นภริยาของ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ซึ่งฝ่ายสามีได้เสียชีวิต ไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559

ขณะที่ พี่สาวของ พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ ป่วยติดเตียงด้วยโรคสมองเสื่อมตั้งแต่ปี 2556 รักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯและโรงพยาบาบศิริราชมาตลอดด้วยอาการ โรคชรา สูญเสียความจำ ไม่สามารถพูดบอกอะไรได้ ต้องใส่สายยางระบายน้ำเลี้ยงสมอง

หลังสามีเสียชีวิต พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ได้ยื่นขอเป็นผู้อนุบาลพี่สาว แต่ถูกคัดค้านโดยญาติ

จนผ่านไป1ปีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ความแพ่ง ได้มีคำสั่งให้พี่สาวเป็นคนไร้ความสามารถ โดยให้พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์เป็นผู้อนุบาล ตามคดีหมายเลขดำ  ที่ พ.1208/2559 คดีหมายเลขแดง ที่ พ.2060/2560 ลงวันที่ 22พ.ย.2560

ข่าวแจ้งว่า หลัง พล.ต.ท.เฉลิมพันธ์เป็นผู้อนุบาลตามกฎหมายได้ระยะหนึ่งตรวจสอบพบความผิดปกติในบัญชีเงินฝากของพี่สาว โดยพบว่าบัญชีของธนาคารแห่งหนึ่ง ชื่อบัญชีของพี่สาว ถูกถอนไป10 ล้านบาท

แล้วพบว่ามีการฝากเข้าบัญชีของคนๆหนึ่ง ในธนาคารเดียวกัน สาขาเดียวกันในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 กันยายน 60 ขณะที่อีกบัญชี ของพี่สาว ธนาคารเดียวกัน สาขาเดียวกัน มียอดเงินในบัญชี 15 ล้านบาท ถูกปิดบัญชีไปตั้งแต่ปี 21 มกราคม 2559 โดยพบมีการถอนเงินไป2ครั้งจนหมดบัญชี

ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวพี่สาวป่วยสมองเสื่อม ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับผู้ถูกแจ้งความ

จึงสงสัยว่าจะมีการร่วมกันลักทรัพย์ ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมสั่งฟ้องส่งสำนวนให้อัยการ อยู่ในกระบวนการที่ทางอัยการสั่งสอบเพิ่มเติม

อดีต ผบช.ศชต. เปิดเผยอีกว่า จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันพฤติกรรมตามกล่าวหา และทราบว่าตำรวจได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ยังพบว่านอกจากเงิน 25ล้านที่ตนตรวจพบถูกลักไปในตอนแรก มีการทำธุรกรรมในลักษณะเดียวกัน คือถอนเงินจากบัญชีพี่สาว เพื่อไปซื้อกองทุนของธนาคาร และไปแปรเป็นรูปแบบอื่นๆในชื่อ ของผู้ถูกแจ้งความซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ จำนวนหลายล้านบาท จนนำไปสู่การแจ้งอายัดทรัพย์จำนวนหลายล้านบาท ซึ่งในส่วนคดีนั้นตนไม่ก้าวล่วง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอยู่

พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ ยังได้กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องเป็นคดีความ ทางธนาคารไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใดๆทั้งที่ลูกค้าไว้วางใจฝากเงินไว้กับธนาคารจำนวนมาก พอเกิดเรื่องก็ให้ฟ้องแพ่งเอง อีกทั้งพนักงานที่ถูกกล่าวหาร่วมทำผิดลักเงินลูกค้า ก็ยังคงทำหน้าที่สำคัญมีตำแหน่งใหญ่โตในธนาคาร แล้วอย่างนี้ลูกค้าจะไว้วางใจได้อย่างไร อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ กับคนที่ฝากเงินไว้กับธนาคารต้องระมัดระวัง

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *